จ้าวยุโรป

         จ้าวยุโรป กับ เจ้าบุญทุ่มหนี้เยอะ ศึกฟุตบอล ลา ลีก้า สเปน อีกหนึ่งลีกใหญ่ของยุโรปที่ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลทั่วโลก กำลังจะรูดม่านเปิดฉากฤดูกาล 2022-23 กันในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ซึ่งวันนี้ เราจะพาไปดูสถานการณ์ของ 2 ยอดทีมของสเปน อย่าง เรอัล มาดริด จ้าวยุโรปทีมล่าสุด และคู่ปรับตลอดกาลอย่าง บาร์เซโลน่า ที่กำลังปรับโครงสร้างหนี้กันน่าดู เพื่อให้สามารถส่งนักเตะซูเปอร์สตาร์ที่เซ็นเข้ามาใหม่ ลงสนามให้ทันใช้

          เรอัล มาดริด จ้าวยุโรปตัวจริง

          “ราชันชุดขาว” การันตีความยอดเยี่ยมการเป็นจ้าวยุโรปตัวจริงเสียงจริง เมื่อคว้าแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ เป็นสมัยที่ 5 ในประวัติศาสตร์ หลังบดเอาชนะ “อินทรีแดงดำ” ไอทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ทีมชั้นนำของเยอรมนี ไปได้ 2-0 ในเกมการแข่งขันที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

เมื่อคืนวันพุธที่ 10 สิงหาคม 2565 โดย เรอัล มาดริด ยอดทีมแห่ง ลา ลีก้า สเปน ได้ประตูจาก ดาวิด อลาบา กองหลังทีมชาติออสเตรีย นาทีที่ 37

และ คาริม เบนเซม่า มายิงประตูตอกชัยนาทีที่ 65 ช่วยให้ คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชาวอิตาเลียน กลายเป็นโค้ชประวัติศาสตร์คนแรกที่คว้าแชมป์ซูเปอร์คัพ เป็นสมัยที่ 4 (สองสมัยกับ เอซี มิลาน ในอิตาลี ปี 2003 และ 2007)

และอีกสองสมัยกับ เรอัล มาดริด (ปี 2014 และปี 2022) ขณะเดียวกัน “เบนซ์” ยังกลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลอันดับ 2 ของ เรอัล มาดริด ไปเป็นที่เรียบร้อย ด้วยผลงานการซัดให้ทีมจากสเปนไปทั้งสิ้น 324 ประตู แซงหน้า ราอูล กอนซาเลซ

ตำนานของสโมสรไปหนึ่งประตู แต่ เบนเซม่า ก็ยังตามหลังดาวยิงตลอดกาลอันดับ 1 อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถึง 126 ประตู ในเมื่อ CR7 กดไปมากมายมหาศาลถึง 450 ประตูด้วยกัน

          การเสริมทัพที่ชาญฉลาด (มากขึ้น)

          นอกจากการมีกุนซือฝีมือดีอย่าง อันเชล็อตติ กลับมาคุมทัพ เรอัล มาดริด เรียนรู้จากความมือเติบในอดีต ยุค “กาลาคติกอส” ที่ประธานสโมสร ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ได้รับเลือกเข้ามาเป็นสมัยแรก ช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษใหม่ ยอดทีมของสเปน

ผุดไอเดียสร้างโคตรทีมที่อุดมไปด้วยนักเตะซูเปอร์สตาร์ มีการดึงทั้ง หลุยส์ ฟิโก้ , ซีเนดีน ซีดาน , โรนัลโด้ , เดวิด เบ็คแฮม หรือแม้แต่ ไมเคิล โอเว่น

เข้ามาสู่ถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาบิว สร้างความปลาบปลื้มให้กับแฟนๆ แต่นั่นหมายความว่า เรอัล มาดริด ต้องทุ่มเงินมหาศาล ทั้งค่าตัว-ค่าเหนื่อยนักเตะ ทำให้สโมสรที่มั่งคั่งเรื่องความสำเร็จ ได้รับผลกระทบเรื่องการเงินอยู่เหมือนกัน

          พอมาช่วงที่สองของการเข้ามานั่งแท่นประธานสโมสร ช่วงปี 2009 เปเรซ ปัดฝุ่นนำนโยบายดึงแข้งซุปสตาร์เข้ามาเสริมแกร่งให้ยืนหยัดเป็นยอดทีมของสเปน

และเป็น จ้าวยุโรป ให้ได้ต่อไป การคว้าทั้ง ริคาร์โด้ กาก้า , คริสเตียโน่ โรนัลโด้ , คาริม เบนเซม่า , ชาบี อลอนโซ่ และ แกเร็ธ เบล ต้องเปิดคลังใช้เงินมหาศาลในการแลกมาเช่นกัน ซึ่งความสำเร็จยังคงหลั่งไหลเข้าสโมสร โดยเฉพาะการมี CR7 อยู่ในทีม

แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ จนมาถึงปัจจุบัน 13 ปี กับอีก 69 วัน เปเรซ เรียนรู้ที่จะรอโอกาสในการคว้าตัวนักเตะฝีเท้าดีเข้าสู่ทีม ซัมเมอร์ก่อนรอให้ ดาวิด อลาบา แข้งสารพัดประโยชน์หมดสัญญากับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ในบุนเดสลีก้า

ก่อนซิวมายังสเปน แบบฟรีทรานสเฟอร์ และมาช่วงหน้าร้อนนี้ ก็ไปกระชากตัว อันโตนิโอ รูดิเกอร์ กองหลังตัวแกร่งทีมชาติเยอรมนี มาฟรีๆ จากถ้ำ “สิงห์บลูส์” เชลซี ในพรีเมียร์ลีก

          นี่คือการเสริมทัพที่ชาญฉลาดมากขึ้นของ เรอัล มาดริด ที่ค่อยๆ เติมจิ๊กซอว์ลงไปในทีม ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินมหาศาลเหมือนในอดีต ในเมื่อรากฐานของยอดทีมของสเปน ถือว่าแน่นหนาแล้ว ขุมกำลังแต่ละตำแหน่งมีแกนหลักที่มั่นคง

จ้าวยุโรปจึงใช้เงินไปแค่ 80 ล้านยูโร (ประมาณ 2,960 ล้านบาท) ไปดึงตัว ออเรเลียง ชูอาเมนี่ กองกลางตัวรับดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศส มาจาก โมนาโก เพื่อเป็นแข้งแห่งอนาคตให้กับสโมสรจากสเปนต่อไป

“เจ้าบุญทุ่ม” เสริมทัพอย่างบ้าคลั่ง จ้าวยุโรป

          ปล่อยให้ เรอัล มาดริด ชิงบัลลังก์แชมป์ลา ลีก้า ไปแบบนี้ โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสร บาร์เซโลน่า ไม่ปล่อยให้คู่ปรับตลอดกาลของสเปนเหิมเกริมได้นาน

จึงทุ่มใช้เงินกว้านซื้อนักเตะซูเปอร์สตาร์เข้าสู่ถิ่นคัมป์ นู ดึงทั้ง ราฟินญ่า ตัวรุกทีมชาติบราซิล มาจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 58 ล้านยูโร (ราวๆ 2,140 ล้านบาท) จ่ายอีก 45 ล้านยูโร (ประมาณ 1,660 ล้านบาท) ซิวตัว โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ดาวยิงตัวเก๋าทีมชาติโปแลนด์ มาจาก บาเยิร์น มิวนิค และทุ่มอีก 50 ล้านยูโร (ราวๆ 1,850 ล้านบาท) ปาดหน้าเชลซี คว้าตัว ฌูลส์ กุนเด้

กองหลังตัวเก่งมาจาก เซบีญ่า รวมถึงยอดทีมอย่างบาร์ซ่า ยังทุ่มเงินต่อสัญญากับทั้ง อุสมาน เดมเบเล่ ปีกตัวจี๊ดทีมชาติฝรั่งเศส และ เซร์กี้ โรแบร์โต้ แข้งสารพัดประโยชน์ชาวสเปน

          แต่กลายเป็นว่า ลา ลีก้า สั่งระงับการลงทะเบียนนักเตะเหล่านี้ สืบเนื่องจาก บาร์เซโลน่า ยอดทีมของสเปน บัญชียังติดตัวแดง ต้องโยกเงินเข้าสโมสร หักกลบลบหนี้ของตัวเองบ้าง เพื่อให้ผ่านกฎการตรวจสอบด้านการเงินไปให้ได้

          หนี้มหาศาล โยกเงินเพื่อลงทะเบียนแข้งใหม่

          ผลพวงจากพิษโควิด-19 พิษเศรษฐกิจ รวมถึง การต้องชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในอดีตของเจ้าบุญทุ่มแห่งลา ลีก้า ครั้งยอดทีมของสเปน ทุ่มเงินมากมายมหาศาลไปกับแข้งตำนานอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ถึง 537 ล้านยูโร (เกือบๆ 2 หมื่นล้านบาท)

แม้สามารถขาย เนย์มาร์ เป็นสถิติโลก ให้กับ ปารีส แซงต์แชร์กแมงค์ ทีมกระเป๋าหนักแห่งลีกเอิง ฝรั่งเศส ได้เงินคืนมา 222 ล้านยูโร (ประมาณ 8,550 ล้านบาท) แต่ก็ยังไม่พอหักกลบลบหนี้อยู่ดี ในเมื่อหนี้ของ บาร์เซโลน่า ทะยานขึ้นไปสูงถึง 1.14 พันล้านปอนด์ (ราวๆ 4.9 หมื่นล้านบาท) เรียกได้ว่าอ่วมอรทัยสำหรับยอดทีมจากสเปน

          โดยที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า พยายามใช้คันโยกทางเศรษฐกิจ เพื่อหาเงินทุนเข้าสโมสรเพิ่มมาแล้วถึง 3 ครั้ง รวมถึงเซ็นสัญญากับ “สปอติฟาย” ผู้สนับสนุนหลักรายใหม่ทำให้ “เจ้าบุญทุ่ม” มีรายได้รวมเข้าสโมสรกว่า 850 ล้านยูโร (ประมาณ 31,450 ล้านบาท)

แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ในเมื่อมีการตรวจสอบบัญชีแล้วพบว่ารายได้จาก “ซิกส์ สตรีท” ที่ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดของ บาร์เซโลน่า ไป 10 เปอร์เซ็นต์ ในคันโยกแรก และ 15 เปอร์เซ็นต์ในครั้งที่ 2 มีรายได้กลับมาแค่ 517 ล้านยูโร (ราวๆ 1.9 หมื่นล้านบาท)

ในขณะที่อีก 150 ล้านยูโร (ประมาณ 5,550 ล้านบาท) มาจากสโมสรเอง โดย ลา ลีก้า ยืนยันว่าไม่สามารถนำมาใช้คำนวณได้ เพราะไม่ใช่รายได้ใหม่ ส่งผลให้ยอดทีมของสเปน อาจต้องใช้คันโยกทางเศรษฐกิจครั้งที่ 4 นั่นก็คือ การปล่อยตัวนักเตะที่ไม่ต้องการใช้งานออกไป

อย่างเช่น แฟรงค์กี้ เดอ ยอง กองกลางทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ที่มีข่าวว่ากำลังจะขายให้ เชลซี ในพรีเมียร์ลีก ที่ราคา 78 ล้านยูโร (ราวๆ 2,910 ล้านบาท) นั่นเอง

ท่านใดสนใจสมัครสมาชิก

ติดตาม ดูบอลสด ร่วมกิจกรรมสามารถแอดไลน์มาที่ LINE ID : @Dooballs

ตารางคะแนน